โรค

ปวดหลังเรื้อรัง: จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน สู่การดูแลและรักษาที่เหมาะสม

14/10/2025
ปวดหลังเรื้อรัง: จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน สู่การดูแลและรักษาที่เหมาะสม

บทความนี้จะขอกล่าวถึงอาการปวดหลังส่วนล่าง (Low back pain: LBP) ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยมาก จากข้อมูลพบว่าประชากรประมาณ 1 ใน 13 คนทั่วโลกมีอาการปวดหลังส่วนล่าง โดยมีอุบัติการณ์สูงในผู้หญิงและผู้สูงอายุ หากอาการปวดยังคงอยู่นานเกิน 3 เดือน จะจัดเป็นภาวะเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและอาจนำไปสู่การทุพพลภาพในที่สุด

อาการ

อาการปวดหลังมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การปวดเฉพาะจุดไปจนถึงการปวดร้าวทั่วทั้งแผ่นหลัง บางครั้งอาการปวดอาจแผ่กระจายจากหลังไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น สะโพก ขา หรือท้อง ความรุนแรงของอาการปวดหลังจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับประเภท สาเหตุ และตำแหน่งของอาการปวด ซึ่งอาจมีอาการดังต่อไปนี้:

 

  • ปวดเพิ่มขึ้นเมื่อยกของหรือก้มตัว
  • ปวดมากขึ้นเมื่อพักผ่อน นั่ง หรือยืน
  • อาการปวดหลังที่เป็น ๆ หาย ๆ
  • รู้สึกตึงหลังในช่วงเช้าหลังตื่นนอน และอาการดีขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว
  • อาการปวดร้าวจากหลังไปยังสะโพก ขา หรือสะโพก
  • อาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาหรือเท้า

แนวทางการรักษา

  1. การให้ความรู้และหรือคำแนะนำแก่คนไข้ เช่น แนวทางการรับมือกับความเจ็บปวด คำแนะนำเกี่ยวกับท่าทางการทำงานที่เหมาะสม และอธิบายถึงประโยชน์ของการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง เช่น การเดิน
  2. กิจกรรมทางกาย (Physical interventions) เช่น การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การยืดกล้ามเนื้อ, การฝังเข็ม, การจัดกระดูกสันหลัง การนวด, การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงหลัง รองเท้าตัดพิเศษ, แผ่นรองรองเท้า, หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะคนไข้แต่ละราย
  3. การบำบัดทางจิตใจ (Psychological Interventions) เช่น การบำบัดทางความคิด, การบำบัดแบบการตอบสนอง, การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม
  4. การรักษาโดยการใช้ยา เช่น ยาพาราเซตามอล, ยาคลายกล้ามเนื้อ, ยาแก้ปวดอักเสบกลุ่ม NSAIDs, ยากลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์, ยาต้านเศร้ากลุ่ม TCA (Tricyclic antidepressant), ยากันชัก
  5. การรักษาโดยใช้หลายวิธีร่วมกัน ทั้งการออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเลิกสูบบุหรี่ 

การป้องกันอาการปวดหลัง

คนไข้สามารถป้องกันอาการปวดหลังที่เกิดจากการใช้งานหนักเกินไป หรือการใช้ร่างกายอย่างไม่ถูกวิธีได้ดังนี้:

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงในการหกล้มและบาดเจ็บที่หลังหรือกระดูกหักได้ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นให้มีปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีเพียงพอ เพราะเป็นสารอาหารที่ช่วยให้กระดูกสันหลังแข็งแรง
  • รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม 
  • ฝึกท่าทางการนั่งที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงการนั่งหลังค่อม 
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หากจำเป็นต้องยกของหนัก ให้ใช้กล้ามเนื้อขาและหน้าท้องแทนการใช้กล้ามเนื้อหลัง

 

บทความโดย : ภญ.พรลภัส บุญสอน

เอกสารอ้างอิง

  • Mayo Foundation for Medical Education and Research (MFMER). (2024, September 26). Back pain. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/back-pain/symptoms-causes/syc-20369906
  • National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin diseases. (2023, February). Back Pain: Diagnosis, Treatment, and Steps to Take. https://www.niams.nih.gov/health-topics/back-pain/diagnosis-treatment-and-steps-to-take
  • World Health Organization. (2023, December 7). WHO guideline for non-surgical management of chronic primary low back pain in adults in primary and community care settings. https://www.who.int/publications/i/item/9789240081789