โรคไต
07/06/2025
โรคไตเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย และมีแนวโน้มพบสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากข้อมูลสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2565 พบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ที่รักษาด้วยวิธีฟอกไตทางช่องท้อง 4,993 ราย และฟอกเลือด 13,004 ราย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้นโรคไตเรื้อรังจึงเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นหากขาดการจัดการอย่างเหมาะสม
โรคไตเรื้อรัง คือ ภาวะที่ไตมีผิดปกติของโครงสร้างหรือหน้าที่การทำงานของไตติดต่อกันเกิน 3 เดือน
อาการของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
โดยปกติ ช่วงระยะแรกผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการแสดง แต่จะทราบว่าเป็นโรคไตจากผลการตรวจเลือดหรือผลตรวจปัสสาวะผิดปกติที่บ่งบอกว่าการทำงานของไตลดลง เมื่อการทำงานของไตลดลงมากจนถึงระยะหนึ่งร่างกายจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติ ซึ่งสามารถพบอาการได้ดังนี้
-
หนังตา ใบหน้า เท้า ขา และลำตัว บวม
-
ลักษณะปัสสาวะผิดปกติ เช่น ขุ่น เป็นฟอง ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นสีชาแก่ หรือ สีน้ำล้างเนื้อ
-
การถ่ายปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อย แสบขัด ปริมาณน้อย
-
ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
-
ปวดหลัง คลำได้ก้อนบริเวณไต
-
ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน
-
เบื่ออาหาร การรับรสอาหารเปลี่ยนไป
-
ซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง ไม่กระฉับกระเฉง
-
ปวดศีรษะ นอนหลับไม่สนิท
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคไตเรื้อรัง ได้แก่ผู้ที่มีประวัติดังต่อไปนี้
-
โรคเบาหวาน
-
โรคความดันโลหิตสูง
-
โรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune disease) ที่อาจก่อให้เกิดไตผิดปกติ
-
ตรวจพบนิ่วในไตหรือในระบบทางเดินปัสสาวะ
-
อายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป
-
โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease)
-
ผู้ที่เคยตรวจแล้วพบว่ามีมวลเนื้อไตลดลง หรือมีไตข้างเดียว ทั้งที่เป็นมาแต่กำเนิดหรือเป็นในภายหลัง
-
มีประวัติญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่น้อง) เป็นโรคถุงน้ำในไตชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรมชนิดยีนเด่น (Autosomal dominant cystic kidney disease) หรือตรวจพบถุงน้ำในไตมากกว่า 3 ตำแหน่งขึ้นไป
-
มีประวัติไตวายเฉียบพลัน
-
ได้รับยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs; NSAIDs) หรือสารที่มีผลกระทบต่อไต (Nephrotoxic agents) เป็นประจำ
-
โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบนซ้ำหลายครั้ง
-
โรคเก๊าท์ (Gout) หรือระดับกรดยูริคในเลือดสูง
-
มีประวัติโรคไตเรื้อรังในครอบครัว
-
ใช้ยาสมุนไพรติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
-
โรคติดเชื้อในระบบต่างๆ (Systemic infection) ที่อาจก่อให้เกิดโรคไต
แนวทางการชะลอความเสื่อมของไต
1. ควบคุมความดันโลหิต
2. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือสมุนไพรที่เป็นอันตรายต่อไต เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาสมุนไพร เช่น หญ้าหนวดแมว ลูกยอ ตลอดจนยาลูกกลอนและสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานต่าง ๆ
4. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติหรือรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงมากกว่า 1.3 กรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน จะทำให้ความดันในไตสูงขึ้นทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น คำแนะนำของสมาคมโรคไตจึงแนะนำว่า
a. คุมน้ำหนัก ให้ค่าดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 18-23 กก./ตร.ม.
b. ออกกำลังกายในระดับที่มีความหนักปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือระดับที่เหมาะสมต่อสภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือดและสภาพร่างกาย
c. รับประทานโปรตีนที่เหมาะสม ควรรับประทานโปรตีนที่ดี เลี่ยงโปรตีนจากเนื้อแดงหรือโปรตีนที่ผ่านการแปรรูป
d. งดการสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่จะทำให้การทำงานของไตลดลงและมีโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะมากขึ้น
ผู้ที่มีความเสี่ยงของโรคไตควรเข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะความผิดปกติของไต นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีชุดตรวจคัดกรองโดยการใช้ปัสสาวะเพื่อตรวจหาอัลบูมินที่รั่วในปัสสาวะ เป็นการหาความผิดปกติของไตในระยะเริ่มต้น สามารถตรวจด้วยตนเองที่บ้าน ก็จะช่วยให้การตรวจและรับการรักษาสะดวกมากขึ้น