วิตามินซี
09/10/2024
วิตามินซี เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหารในปริมาณที่เพียงพอ อาหารที่ให้วิตามินซีสูง ได้แก่ ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม กีวี ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่าง ๆ ผักใบเขียว บร็อกโคลี่ มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ
วิตามินซีมีความสำคัญต่อสุขภาพและมีบทบาทสำคัญในกระบวนการทางชีวเคมีในร่างกายได้แก่
- กระตุ้นและเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยวิตามินซีกระตุ้นการแบ่งเซลล์ และเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาว ชนิด T-Lymphocyte รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของแอนติบอดี จึงเพิ่มการตอบสนองต่อการติดเชื้อ และต่อต้านการอักเสบจากการติดเชื้อ นอกจากนี้ มีรายงานวิจัยพบว่า วิตามินซีในขนาด 1000 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยลดความรุนแรงรวมทั้งลดระยะเวลาของการเจ็บป่วยจากไข้หวัดได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังพบว่าการเสริมวิตามินซีในกลุ่มผู้ที่ใช้ร่างกายหนัก เช่น ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก อาจได้ประโยชน์จากการเสริมวิตามินซีในการป้องกันการเกิดไข้หวัดได้
- เสริมการทำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ ในกระบวนการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ เช่น ผิวหนัง กระดูก และหลอดเลือด วิตามินซีจึงช่วยให้ผิวพรรณแข็งแรงและช่วยสมานแผล และวิตามินยังมีส่วนในการสร้างสารสื่อประสาท เช่น norepinephrine
- ต่อต้านอนุมูลอิสระ พบว่า วิตามินซีช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับระบบประสาท จากการวิจัยพบว่าวิตามินซีมีฤทธิ์ลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (oxidation) ของไขมันชนิด LDL มีฤทธิ์ป้องกันการถูกทำลายของเซลล์บุผนังหลอดเลือด การทานวิตามินซีเป็นประจำจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
- ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก จึงมีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน ช่วยให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงและฮอร์โมนหลายชนิด
การได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เพียงพอจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย การขาดวิตามินซีอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้แก่ เลือดออกง่าย และอาจมีเลือดออกตามไรฟัน (โรคลักปิดลักเปิด) เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ผิวแห้ง ผมร่วง แผลหายช้า ระดับภูมิคุ้มกันต่ำลงทำให้ติดเชื้อง่าย นอกจากนี้ วิตามินซียังจำเป็นในบุคคลที่มีภาวะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินซี เช่น ผู้ที่ไม่ทานผักผลไม้ ผู้สูงอายุ ผู้สูบบุหรี่ ผู้ที่มีภาวะพิษแอลกอฮอล์เรื้อรัง ผู้ป่วยในระยะพักฟื้น และผู้ที่มีการเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง
ปริมาณของวิตามินซีที่แนะนำอยู่ที่ 60 มิลลิกรัม และสูงสุดไม่เกิน 1000 มิลลิกรัมต่อวัน การได้รับวิตามินซีในขนาดสูงมากกว่า 1000 มิลลิกรัมต่อวัน อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ เนื่องจากเกิดการอิ่มตัวของการดูดซึม และมีปริมาณวิตามินซีตกค้างในทางเดินอาหารมากขึ้น นอกจากนี้ การได้รับวิตามินซีในขนาดสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไตในผู้ป่วยบางรายได้ เนื่องจากมีการขับสารออกซาเลท จึงเพิ่มความเสี่ยงในเกิดการสะสมของผลึกแคลเซียมออกซาเลทที่ท่อไต ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผลทำให้ปัสสาวะมีความเป็นกรดมากขึ้น จึงอาจส่งผลเปลี่ยนแปลงการขับออกของยาบางชนิดที่ไต
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตามินซีหลากหลายสูตรในท้องตลาด เช่น สูตรที่มีแต่กรดแอสคอร์บิก สูตรที่มีเกลือของกรดแอสคอร์บิกผสมอยู่ ทั้งนี้เพื่อลดความเป็นความกรดลง (บางครั้งเรียกผลิตภัณฑ์แบบนี้ว่าบัฟเฟอร์) ซึ่งเหมาะกับผู้บริโภคที่มีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย และเพิ่มความคงตัวของวิตามินซี บางสูตรมีการเติมสารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ที่จะช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซี ซึ่งมีรายงานวิจัยพบว่าการทานวิตามินซีร่วมกับสารไบโอฟลาโวนอยด์ พบปริมาณการดูดซึมของวิตามินซีในเลือดสูงกว่าการทานวิตามินซีเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การเสริมวิตามินซีจึงควรพิจารณาเลือกสูตรที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด
บทความโดย ภญ.ปิยภัค หิรัญรัศ
References:
1 . The significance of the evidence about ascorbic acid and the common cold. Proc Natl Acad Sci USA 1971;68:2678-81.
2. The effect of vitamin C on the common cold. J Pharm Pract 2011;24(2):241-2
3. Vitamin C and infections. Nutrients 2017;9(4):E339.
4. Comparative bioavailability to humans of ascorbic acid alone or in a citrus extract. Am J Clin Nutr. 1988 Sep;48(3):601-4.